Safe & Save Pharmacy

สัญญาณเตือนโควิดระลอกใหม่ในประเทศไทย

19 กันยายน 2569
สัญญาณเตือนโควิดระลอกใหม่ในประเทศไทย

สถานการณ์โควิดระบาดในประเทศไทยรอบล่าสุดส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ย่อยที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว แต่อาการโดยรวมไม่รุนแรงในกลุ่มคนทั่วไป โดยมักมีไข้ เจ็บคอ ไอ และมีน้ำมูก สำหรับกลุ่มเสี่ยง 608 ยังคงมีความเสี่ยงป่วยหนัก การรับมือที่ถูกต้องคือการตรวจ ATK เมื่อมีอาการ สวมหน้ากากในพื้นที่ปิด และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสมภายใน 5 วันแรก

โควิดระบาดในประเทศไทยรอบนี้หนักแค่ไหน อัปเดตแนวโน้มและวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

ตื่นเช้ามาพร้อมอาการคันคอ มีไข้ต่ำๆ หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ เป็นสถานการณ์ที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความรุนแรงของโรค การพบเห็นคนรอบข้างในออฟฟิศหรือลูกหลานที่โรงเรียนเริ่มป่วยพร้อมๆ กัน ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการแพร่เชื้อไปสู่ผู้สูงอายุในบ้าน สถานการณ์โควิดระบาดในประเทศไทยในระยะนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวให้อยู่ร่วมกับโรคได้อย่างปลอดภัย

แม้ระดับความรุนแรงของเชื้อสายพันธุ์ใหม่จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกของการแพร่ระบาด แต่ความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันและการติดเชื้อซ้ำกลับเพิ่มสูงขึ้น การรู้วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น ตลอดจนแนวทางการใช้ยารักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้การดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเมินความรุนแรงและแนวโน้มเมื่อโควิดระบาดในประเทศไทย

ข้อมูลทางการแพทย์และรายงานการเฝ้าระวังโรคระบุว่า การแพร่ระบาดในรอบปัจจุบันมีลักษณะตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอม ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนแออัดในพื้นที่ปิด เชื้อไวรัสสายพันธุ์ย่อยที่หมุนเวียนในปัจจุบันเน้นการจับกับเซลล์ผิวบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ดีขึ้น ทำให้เกิดการติดเชื้อง่ายและรวดเร็ว แต่อัตราการลงปอดหรือเกิดภาวะหายใจล้มเหลวในผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วมีอัตราต่ำลงอย่างชัดเจน

แนวโน้มของสถานการณ์ในอนาคต เชื้อไวรัสจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่มีการระบาดเป็นระลอกสั้นๆ การฉีดวัคซีนป้องกันร่วมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีจึงยังคงเป็นมาตรการหลักในการลดอัตราการนอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

อาการแสดงที่พบได้บ่อยในระลอกล่าสุด

ผู้ที่ติดเชื้อในรอบนี้มักแสดงอาการภายใน 2-4 วันหลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการที่พบมากที่สุดได้แก่

  • เจ็บคออย่างรุนแรง รู้สึกแสบคอหรือกลืนลำบาก

  • มีไข้ต่ำถึงไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อต่อ

  • ไอแห้ง หรือมีเสมหะใสในลำคอ

  • คัดจมูก มีน้ำมูก อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ

อาการสูญเสียการรับรสหรือได้กลิ่นพบได้น้อยลงมากในสายพันธุ์ปัจจุบัน หากมีอาการเหล่านี้ การตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK ถือเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็น

ขั้นตอนการตรวจคัดกรองและการแปลผล ATK

เมื่อมีอาการเข้าข่าย ให้ทำการตรวจ ATK โดยแยงสิ่งส่งตรวจบริเวณโพรงจมูกตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด กรณีที่ผลตรวจออกมาเป็นลบ 1 ขีด แต่ยังมีอาการป่วยชัดเจน ไม่ควรประมาท เพราะปริมาณเชื้อในวันแรกๆ อาจยังต่ำเกินกว่าที่แถบตรวจจะจับสัญญาณได้ คำแนะนำจากเภสัชกรคือให้กักตัว สวมหน้ากากอนามัย และทำการตรวจซ้ำในอีก 24 ถึง 48 ชั่วโมงถัดมา เพื่อยืนยันผลที่ถูกต้อง

แนวทางการบรรเทาอาการและการใช้ยารักษาอย่างปลอดภัย

การดูแลผู้ป่วยโควิดที่มีอาการสภาวะทั่วไปดีและไม่มีปัจจัยเสี่ยง สามารถเน้นไปที่การรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาความไม่สบายตัวและรอให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อออกไปเอง

การใช้ยาสามัญประจำบ้านตามอาการ

  • ยาลดไข้: ยาพาราเซตามอลเป็นยาตัวแรกที่แนะนำ ให้คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว คือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทานห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ข้อควรระวังคือห้ามรับประทานเกินวันละ 4,000 มิลลิกรัม และหลีกเลี่ยงการทานติดต่อกันเกิน 5 วันโดยไม่ปรึกษาแพทย์

  • ยาบรรเทาอาการไอและละลายเสมหะ: หากไอแห้งสามารถใช้ยาที่กดศูนย์ควบคุมการไอได้ แต่ถ้ามีเสมหะควรเลือกใช้ยาละลายเสมหะ เช่น อะเซทิลซิสเตอีน (Acetylcysteine) หรือ บรอมเฮกซีน (Bromhexine) เพื่อช่วยให้ขับเสมหะได้ง่ายขึ้น

  • ยาลดน้ำมูก: เลือกใช้ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่ง่วงนอนในช่วงกลางวัน หรือหากมีน้ำมูกมากอาจพิจารณากินยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ง่วงตามความเหมาะสม

คำแนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยง 608 และการใช้ยาต้านไวรัส

กลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน, โรคไต, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง), และหญิงตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับความดูแลอย่างใกล้ชิด หากตรวจพบผล ATK เป็นบวก ควรรีบติดต่อสถานบริการสุขภาพหรือพบแพทย์ทันทีเพื่อพิจารณาการเริ่มยาต้านไวรัสภายใน 5 วันนับจากเริ่มมีอาการ

การสังเกตสัญญาณเตือนฉุกเฉินที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องหมั่นสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจกระหืดกระหอบ หายใจลำบาก หรือรู้สึกแน่นหน้าอกตลอดเวลา

  • ระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) วัดได้ต่ำกว่า 95%

  • มีอาการซึม เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสับสน

  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมงและไม่ลดลงหลังทานยาลดไข้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด

ตรวจ ATK ขึ้นขีดเดียวแต่มีอาการเจ็บคอมาก แปลว่าไม่ได้ติดเชื้อใช่หรือไม่?

ไม่ใช่เสมอไป เนื่องจากช่วงวันแรกที่เริ่มมีอาการ ปริมาณไวรัสในโพรงจมูกอาจยังมีน้อยเกินกว่าที่ชุดตรวจจะตรวจพบ แนะนำให้แยกตัว สวมหน้ากากอนามัย และตรวจ ATK ซ้ำอีกครั้งในอีก 24 ถึง 48 ชั่วโมงถัดมาเพื่อความแม่นยำ

สามารถรับประทานฟ้าทะลายโจรควบคู่กับยาพาราเซตามอลได้หรือไม่?

สามารถรับประทานร่วมกันได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องระวังไม่ให้ได้รับสารแอนโดรกราโฟไลด์เกินขนาดที่กำหนด และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วัน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ

ผู้ที่เคยติดโควิดมาแล้ว มีโอกาสติดเชื้อซ้ำในระลอกใหม่ได้หรือไม่?

สามารถติดเชื้อซ้ำได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์สายพันธุ์ย่อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อนหรือจากวัคซีนลดลงตามกาลเวลา การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเบื้องต้นจึงยังคงมีความสำคัญ

เมื่อหายป่วยแล้ว ผล ATK เป็นลบ แต่ยังมีอาการไอและเหนื่อยล้า ควรทำอย่างไร?

อาการดังกล่าวอาจเป็นภาวะลองโควิด (Long COVID) หรือการอักเสบตกค้างในระบบทางเดินหายใจ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่น และหากอาการไอเรื้อรังยาวนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจปอดเพิ่มเติม

แนวทางสร้างภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยในระยะยาว

การติดตามข่าวสารและเข้าใจแนวโน้มเมื่อโควิดระบาดในประเทศไทย ช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างตั้งมั่นและไม่ตื่นตระหนก การปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด และการดูแลร่างกายให้แข็งแรงด้วยอาหารที่มีประโยชน์และการนอนหลับที่เพียงพอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากเริ่มมีอาการป่วย การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้ยาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็วและปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มรับประทานยาหรืออาหารเสริมชนิดใหม่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคุณและคนในครอบครัว

แหล่งอ้างอิง (References)

  1. World Health Organization. Coronavirus disease (COVID-19) weekly epidemiological update [Internet]. Geneva: WHO; 2024 [cited 2026 Sep 5]. Available from: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019

  2. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษา ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 [Internet]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 5 ก.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th

  3. National Institutes of Health. COVID-19 treatment guidelines [Internet]. Bethesda (MD): NIH; 2024 [cited 2026 Sep 5]. Available from: https://www.covid19treatmentguidelines.nih.gov/

  4. สถานการณ์โควิดและการรับมือล่าสุด [Video on the Internet]. YouTube; 2026 [cited 2026 Sep 5]. Available from: https://www.youtube.com/watch?v=mWZUovrBGpE