Safe & Save Pharmacy

ฉีดแล้วทำไมต้องฉีดอีก? 3 เหตุผลที่เราต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี

18 ตุลาคม 2569
ฉีดแล้วทำไมต้องฉีดอีก? 3 เหตุผลที่เราต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี

เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว หลายคนมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ไป “ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี” คำถามที่ตามมาในใจของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น “ปีที่แล้วก็เพิ่งฉีดไป ทำไมปีนี้ต้องฉีดซ้ำอีก?” หรือ “วัคซีนฉีดเข็มเดียวไม่คุ้มกันไปตลอดชีวิตเหมือนวัคซีนชนิดอื่นหรือ?”

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเหตุผลว่า ทำไมการอัปเดตภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

1. เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา (Antigenic Drift)

สาเหตุสำคัญประการแรกคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ A และ B มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนบนผิวไวรัส ได้แก่ Hemagglutinin (HA) และ Neuraminidase (NA) อยู่ตลอดเวลา ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Antigenic Drift หรือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของไวรัส กระบวนการกลายพันธุ์ระดับเล็กน้อยแต่ต่อเนื่องนี้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ไม่สามารถป้องกันได้ จึงมีการระบาดเรื่อย ๆ เป็นประจำทุกปี องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงต้องติดตามการระบาดและทบทวนคัดเลือกสายพันธุ์ไวรัสเพื่อปรับสูตรวัคซีนใหม่ปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ตรงกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในแต่ละปีมากที่สุด

2. ระดับภูมิคุ้มกันลดลงตามกาลเวลา (Waning Immunity)

แม้ว่าสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาดในปีนี้อาจจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่ผลการศึกษาทางคลินิกชี้ให้เห็นว่า ระดับแอนติบอดี (Antibody) ในร่างกายจะค่อย ๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังผ่านไป 6–12 เดือน

จากงานวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่จะลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากฉีด โดยเฉลี่ยลดลงประมาณ 8-9% ต่อเดือนหลังการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลงถึง 10–11% ต่อเดือน การฉีดวัคซีนกระตุ้นในทุก ๆ ปีจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยกระดับแอนติบอดีให้สูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อในฤดูกาลถัดไป

3. ลดความรุนแรงของโรค การนอนโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิต

หลายคนเข้าใจผิดว่าฉีดวัคซีนแล้วจะต้องไม่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 100% แต่ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพของวัคซีนขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของสายพันธุ์ในวัคซีนและสภาพร่างกายของผู้รับ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์หลักที่สำคัญที่สุดของวัคซีนคือ "การลดความรุนแรงเมื่อเกิดการติดเชื้อ"

การศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่โดย Thompson และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Vaccine ระบุว่า การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู (ICU) ได้ถึง 59% ในผู้ใหญ่ และยังลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และงานวิจัยโดย Arriola และคณะ ยืนยันว่า ในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 52−79%


ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดวัคซีน

หลังจากได้รับวัคซีน ร่างกายจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาอย่างเต็มที่ ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดวัคซีนคือ ช่วงก่อนเริ่มการระบาด เช่น ก่อนเข้าฤดูฝน เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับเชื้อที่จะแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง


ใครบ้างที่ควรรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นพิเศษ?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และกระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษใน 7 กลุ่มเสี่ยง ที่หากติดเชื้ออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง:

  1. เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี

  2. หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป)

  3. ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป

  4. ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งและเบาหวาน

  5. ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตนเองไม่ได้

  6. ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  7. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอ้วน มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กก./ตรม.


ข้อห้ามใช้ในการฉีดวัคซีน 

  • เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน

  • เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงหรือแพ้สารประกอบอื่น ๆ ในวัคซีนอย่างรุนแรง

  • กำลังมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือเพิ่งหายจากการเจ็บป่วยเฉียบพลันมาไม่เกิน 7 วัน 

  • มีโรคประจำตัวเรื้อรังที่มีอาการกำเริบ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หอบเหนื่อย หรือยังคุมอาการของโรคไม่ได้ 
        

เอกสารอ้างอิง (References - Vancouver Style)

  1. Centers for Disease Control and Prevention. How Influenza Viruses Change [Internet]. Atlanta (GA): CDC; 2023 [cited 2026 Oct 18]. Available from: https://www.cdc.gov/flu/about/viruses/change.htm

  2. World Health Organization. Global Influenza Surveillance and Response System (GISRS) [Internet]. Geneva: WHO; 2024 [cited 2026 Oct 18]. Available from: https://www.who.int/initiatives/global-influenza-surveillance-and-response-system

  3. Ferdinands, J. M., Gaglani, M., Martin, E. T., Monto, A. S., Middleton, D., Silveira, F., Talbot, H. K., Zimmerman, R., & Patel, M. (2021). Waning Vaccine Effectiveness Against Influenza-Associated Hospitalizations Among Adults, 2015-2016 to 2018-2019, United States Hospitalized Adult Influenza Vaccine Effectiveness Network. Clinical infectious diseases : an official publication of the Infectious Diseases Society of America, 73(4), 726–729. https://doi.org/10.1093/cid/ciab045

  4. Thompson MG, Pierse N, Sue Huang Q, Prasad N, Bissett L, Grosseron J, et al. Influenza vaccine effectiveness in preventing influenza-associated intensive care unit admissions and attenuating severe disease in adults in New Zealand 2012–2015. Vaccine. 2018;36(39):5916-25.

  5. Arriola C, Garg S, Anderson EJ, Ryan PA, Bennett NM, Schmidt L, et al. Influenza vaccination modifies disease severity among community-dwelling adults hospitalized with influenza. Vaccine. 2017;35(47):6452-60.

  6. Grohskopf LA, Blanton LH, Ferdinands JM, Chung JR, Broder KR, Talbot HK. Prevention and Control of Seasonal Influenza with Vaccines: Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices — United States, 2023–24 Influenza Season. MMWR Recomm Rep. 2023;72(2):1-25.

  7. เลี้ยววัฒนา ปฐมเทพ. ไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกัน [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล; 2024 [เข้าถึงเมื่อ 2026 ต.ค. 18]. เข้าถึงได้จาก: https://www.tropmedhospital.com/news/flu2024.html