ไม่หลับไม่นอน จ้องมือถือทุกคืน จอประสาทตาเสื่อมไม่รู้ตัว!
12 พฤษภาคม 2564

มารู้จัก’แสงสีฟ้า’กันเถอะ
แสงเป็นอนูของแม่เหล็กไฟฟ้าที่เคลื่อนเป็นคลื่น คลื่นนี้มีความแรง (strength) และความยาวต่าง ๆ กัน โดยความยาวคลื่นของแสงวัดออกมามีหน่วยเป็น นานอเมตร (nanometer = nm) แต่ละความยาวคลื่นให้สีแตกต่างกัน มีชื่อต่างๆ จากคลื่นสั้นไปยาว ได้แก่ gamma, x-ray, uv visible, infrared, rad
io เป็นต้น ความยาวคลื่นที่ตาคนเรามองเห็นคือขนาด 400-700 nm โดยไล่จากสี violet, indigo, blue, green, yellow, red หรือก็คือสีรุ้งกินน้ำที่เราคุ้นเคยกันดี
แสงคลื่นสั้นจะมีพลังงานที่สูงกว่า ดังนั้นแสงสีฟ้า (Blue light) ซึ่งมีความยาวคลื่นประมาณ 380-500 nm จึงจัดเป็น high energy visible light = HEV นั่นคือเป็นแสงที่ตาเรามองเห็นและมีพลังงานสูง รวมทั้งมีความกระจัดกระจายสูง ซึ่งหากได้รับคลื่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมส่งผลกระทบต่อดวงตาของเราแน่นอน
ต้นกำเนิดของแสงสีฟ้านั้นเชื่อกันว่าได้จากดวงอาทิตย์มากที่สุด แต่ในปัจจุบันแสงสีฟ้ายังมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่มนุษย์เราทำขึ้นมา หลอดไฟฟ้าธรรมดา ตลอดจนหลอด halogen ให้แสงสีฟ้า 3% หลอดฟลูออเรสเซนต์ให้ 26% ถ้าเป็นหลอด cool white LED ให้ถึง 35% ซึ่ง LED ชนิดนี้นิยมนำมาใช้มากที่สุด โดยใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของหน้าจอสมาร์ทโฟน หน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แท็บแล็ตพิซีต่างๆ อุปกรณ์ไดโอดนี้จะแผ่แสงสีฟ้าความยาวคลื่นอยู่ที่ 450 นาโนเมตรเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าแสงสีฟ้าล้วนอยู่ในอุปกรณ์เทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน
โทษของแสงสีฟ้า
อันตรายจากแสงสีฟ้า (blue light hazard) ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลัง ด้วยเหตุที่แสงนี้มีพลังสูงสามารถผ่านกระจกตา แก้วตา ไปถึงจอตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการมองเห็น แต่เดิมเราได้รับแสงสีฟ้าจากดวงอาทิตย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบัน แสงสีฟ้ามาจากหน้าจอของเครื่อง electronic และเครื่อง digital ทั้งหลายที่ใช้กันมากขึ้น อีกทั้งคนเราทำงานหน้าจอมากขึ้น ประเมินกันว่ากว่า 60% ของประชากรอยู่หน้าจอมากกว่า 6 ชั่วโมง/วัน แม้แต่เด็กที่ใช้เล่นเกมส์กันวันละหลายชั่วโมง ทำให้คนเราได้รับแสงสีฟ้ามากขึ้น และหากได้รับติดต่อกันเป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดเป็นจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration : AMD) ได้ ซึ่งอาจร้ายแรงจนส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด
โรคจอประสาทตาเสื่อม/โรคจุดภาพชัดจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration : AMD)
จอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมในส่วนกลางของจอประสาทตาซึ่งเป็นบริเวณที่รับภาพได้ชัดเจนหรือเรียกว่า จุดภาพชัด(macula) โรคนี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยมีผลทำให้การมองเห็นภาพไม่ชัดเจน มองภาพบิดเบี้ยวไปจากที่เคย สูญเสียการมองเห็นของภาพระยะใกล้หรือระยะไกล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น การสูบบุหรี่ ความอ้วน แสงแดด การที่ร่างกายขาดสารอาหาร เช่น วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินอี, สังกะสี, ลูทีน, กรดไขมันชนิดโอเมกา-3 และพันธุกรรม
แต่การศึกษาในระยะหลังมานี้ พบว่าอุบัติการณ์การเกิดจอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่อายุน้อยเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่มาจากการได้รับแสงสีฟ้าจากการใช้อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งแสงนี้จะไปกระตุ้นในเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับรงควัตถุไวแสงในจอตา เหนี่ยวนำให้เกิดสารอนุมูลอิสระออกซิเจน หรือ radicals andreactive oxygenspecies (ROS) ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา photochemical damage ส่งผลให้เซลล์เสียสมดุล จนเกิดการฝ่อและตายไปของเซลล์(cell apoptosis) และนำไปสู่การเป็นโรคจอตาเสื่อมในที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดจอประสาทตาเสื่อม
- อายุ : อายุเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มมากว่า 20% ในคนที่อายุมากกว่า 75 ปี
- พันธุกรรม : มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี
- เชื้อชาติ/ เพศ : พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี
- การสูบบุหรี่ : มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน
- ผู้ที่มีความดันเลือดสูง และมีระดับของไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินมาตรฐาน และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)
- วัยหมดประจำเดือน : ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
- เผชิญแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลตเรื้อรัง
- เมื่อจะทดสอบการมองเห็น ไม่ต้องถอดแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่ออก
- มองแผ่นภาพนี้ในระดับสายตา บนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอ
- ยืนห่างจากแผ่นภาพตารางประมาณ 14 นิ้ว ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้ มองที่จุดตรงกลางแผ่นภาพ ด้วยตาข้างที่เปิดอยู่
- ขณะที่จ้องจุดตรงกลางนี้ให้สังเกตว่าตารางสี่เหลี่ยมที่เห็นเป็นเส้นตรงหรือไม่ และมีขนาดเท่ากันหรือไม่
- ถ้าพบว่าส่วนไหนของตารางไม่ชัด หรือโค้งเป็นลักษณะคลื่น บิดเบี้ยว ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากพื้นที่ที่มองเห็น หรือมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับการตรวจครั้งสุดท้าย ควรพบจักษุแพทย์ทันที
- ทำการทดสอบซ้ำเช่นเดียวกับตาอีกข้าง
- ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนธีน (Zeaxanthine)
- Billbery (บิลเบอร์รี่)
- วิตามินเอ (Vitamin A) และกลุ่ม Beta-Carotenoids
- Vitamin C และ Glutathione
- Selenium
- Zinc(สังกะสี) และCopper(ทองแดง)
- กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha-Lipoic Acid ; ALA)
- Omega-3 fatty acid
