Safe & Save Pharmacy

รู้จักน้ำตาเทียม ตัวช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง

19 สิงหาคม 2569
รู้จักน้ำตาเทียม ตัวช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง

ในยุคดิจิตอลที่ชีวิตประจำวันของเราผูกติดอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และแท็บเล็ต ไม่ว่าจะเพื่อการทำงาน การเรียน หรือความบันเทิง ประกอบกับการใช้ชีวิตในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน หลายคนมักจะเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติของดวงตา เช่น แสบตา เคืองตา รู้สึกระคายเคืองเหมือนมีฝุ่นทรายเข้าตา หรือบางครั้งตาแดงและพร่ามัวโดยไม่มีสาเหตุ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคตาแห้งซึ่งหากปล่อยไว้เรื้อรังไม่เพียงแต่จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลเสียต่อกระจกตาในระยะยาวได้อีกด้วย

โดยปกติแล้วดวงตาของเราจะมีชั้นน้ำตาคอยหล่อลื่น ปกป้อง และทำความสะอาดพื้นผิวดวงตาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งชั้นน้ำตานี้ประกอบไปด้วยสามส่วนสำคัญที่ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ได้แก่ ชั้นไขมัน (Lipid/Oil layer) ที่ผลิตจากต่อมไขมันที่เปลือกตาทำหน้าที่เคลือบผิวหน้าสุดเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาระเหยเร็วเกินไป ชั้นน้ำ (Aqueous/Water layer) ที่ผลิตจากต่อมน้ำตาทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น สารอาหาร และออกซิเจนแก่กระจกตา และชั้นเมือก (Mucin Layer) ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะชั้นน้ำตาให้เคลือบติดอยู่บนพื้นผิวดวงตาได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติไป ไม่ว่าจะเป็นต่อมไข่มันอุดตัน การผลิตน้ำตาน้อยลงหรือน้ำตาระเหยเร็วเกินไปก็จะทำให้เกิดภาวะตาแห้งขึ้น

เมื่อเกิดอาการตาแห้งการใช้น้ำตาเทียมถือเป็นวิธีพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุดในการรักษาอาการเบื้องต้น เนื่องจากน้ำตาเทียมถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบองค์ประกอบและหน้าที่ของน้ำตาธรรมชาติ ช่วยทดแทนน้ำตาที่ขาดหายไป หล่อลื่นพื้นผิวดวงตา และลดอาการอักเสบระคายเคืองทันทีที่หยอด บางท่านอาจสับสนระหว่างยาหยอดตาและน้ำตาเทียม ในส่วนของน้ำตาเทียมจะไม่มีตัวยาสำคัญแต่จะมีองค์ประกอบหลักเป็นสารพอลิเมอร์เพิ่มความหนืดให้น้ำตาเทียมฉาบอยู่บนกระจกตาได้ยาวนานขึ้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นในดวงตา

องค์ประกอบหลักของน้ำตาเทียมมี 4 ส่วน

1. พอลิเมอร์ (Polymer) ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความหนืด (Viscosity agents) ในน้ำตาเทียม เมื่อพอลิเมอร์กลุ่มนี้สัมผัสกับความชื้นจะเกิดการพองตัว ทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำที่คอยกักเก็บและอุ้มความชุ่มชื้นไว้ในตัว ช่วยเสริมความแข็งแรงและเพิ่มความหนาให้กับชั้นน้ำตาตามธรรมชาติ ทำให้ฟิล์มน้ำตาคงรูปอยู่ได้ดีขึ้น สามารถยึดเกาะเข้ากับชั้นเมือก (Mucin Layer) บนผิวดวงตาไม่ถูกชะล้างหรือไหลออกไปตามการกะพริบตาได้ง่าย

ตัวอย่างชนิดของ Polymer ที่ใช้ในน้ำตาเทียม

Hydroxypropyl methylcellulose (HPMC) ช่วยเพิ่มความหนาของฟิล์มน้ำตาและช่วยยึดเกาะผิวกระจกตาเป็นสารช่วยเพิ่มความหนืด เมื่อพองตัวจะเก็บความชุ่มชื้นไว้ในตัวจึงช่วยให้น้ำตาเทียมสัมผัสบริเวณดวงตาได้นาน

Carboxymethylcellulose (CMC) มีคุณสมบัติเพิ่มความหนืด ช่วยยึดเกาะที่ผิวกระจกตาได้นานขึ้น

Polyethylene glycol, Hydroxypropyl gure (HP-Guar) มีลักษณะคล้ายเจล มีคุณสมบัติคล้ายเมือกอาจทำให้ตาพร่ามัวในช่วงแรกที่หยอดแต่ฉาบกระจกตาได้นานขึ้น

Polyvinyl Alcohol (PVA) เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไม่ซึมผ่านนัยน์ตา ทำให้ฉาบกระจกตาได้นาน ช่วยเสริมคุณสมบัติเคลือบผิวกระจกตาและเยื่อตา

Sodium Hyaluronate มีส่วนช่วยรักษาแผลในกระจกตาที่ชั้นเยื่อบุผิวกระจกตา โดยเมื่อเยื่อบุผิวกระจกตาถูกทำลายHyaluronate มีความสามารถจับกับ Fibronectin ที่หลั่งออกมา ช่วยยึดเกาะเซลล์และซ่อมแซมได้

2. Preservative (สารกันเสีย) เพื่อรักษาคุณสมบัติของน้ำตาเทียมให้ปราศจากเชื้อและเก็บอยู่ได้นาน สารกันเสียในน้ำตาเทียม มี 3 ประเภท

Chemical preservative ได้แก่ Benzalkonium chloride (BAK) เป็นสารกันเสียที่นิยม และมักพบในส่วนผสมของยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียมอย่างแพร่หลาย มีหลากหลายความเข้มข้น ตั้งแต่ 0.01%-0.05% ซึ่งระดับความเข้มข้นของ BAK ช่วงเวลาและความถี่ของการหยอดตาต่างมีผลต่อผิวเยื่อบุตาจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง

Disappearing chemical preservative ได้แก่ Sodium perborate (Gen Aqua) โดยเมื่อหลังหยอดยาภายใน 1 นาทีสารกันเสียนี้จะสลายตัวเป็นน้ำและออกซิเจน

Oxidative preservative ได้แก่ Stabilized-oxychloro complex (SOC, Purite) สารกันเสียนี้เมื่อสัมผัสแสงแดดจะแยกสลายเป็นน้ำและเกลือ

3. Buffer (บัฟเฟอร์)

เป็นส่วนผสมที่มีคุณสมบัติปรับสมดุลขององค์ประกอบอื่นในน้ำตาเทียม ปรับ pH เพื่อช่วยคงสภาพคุณสมบัติของน้ำตาเทียม ตัวอย่างบัฟเฟอร์เช่น bicarbonate, phosphate, borate, citrate และ lactate

4. ส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ เช่น Glycine, Calcium chloride, Magnesium chloride, Zinc chloride, Sodium borate และ 0.9% NaCl

น้ำตาเทียมในท้องตลาดปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อและหลากหลายสูตร ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน

1. น้ำตาเทียมแบบมีสารกันเสีย (Preservative-containing)

บรรจุในขวดพลาสติกทั่วไป หาซื้อง่าย ราคาประหยัด และมีอายุการใช้งานค่อนข้างนานหลังจากเปิดใช้ (มีอายุการใช้งาน 30 วัน หลังจากเปิดใช้งาน เนื่องจากใส่สารกันเสียเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย) เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องหยอดตาบ่อยตลอดทั้งวัน

สำหรับข้อจำกัดของน้ำตาเทียมชนิดนี้ ไม่ควรใช้หยอดบ่อยเกินไป (ไม่ควรเกิน 4 ครั้งต่อวัน) เพราะสารกันเสีย เช่น Benzalkonium Chloride หากสะสมในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ทำลายเซลล์พื้นผิวดวงตา หรือทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ไม่เหมาะกับผู้ใส่คอนแทคเลนส์ เนื่องจากสารกันเสียสามารถดูดซับเข้าไปสะสมในเนื้อคอนแทคเลนส์ได้ ซึ่งจะทำให้เลนส์เสื่อมสภาพและเกิดการระคายเคืองกระจกตาอย่างรุนแรง ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์จึงควรเลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดที่ระบุว่าปราศจากสารกันเสีย (Preservative-free) หรือใช้น้ำตาเทียมที่ระบุว่าสำหรับใช้กับคอนแทคเลน์ได้

2. น้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free)

ปราศจากสารกันเสีย อ่อนโยนต่อดวงตา ลดความเสี่ยงในการแพ้หรือระคายเคืองสะสม มักบรรจุในหลอดเล็กๆ แบบใช้หมดภายใน 1 วัน (Single-use) หรือขวดนวัตกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันเชื้อโรคย้อนกลับเข้าสู่ขวด มีอายุการใช้งาน 3 ถึง 6 เดือน แล้วแต่ล่ะยี่ห้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งปานกลางถึงรุนแรง ผู้ที่ต้องหยอดตาบ่อยๆ ระหว่างวัน ผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดตา และผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ

3. น้ำตาเทียมแบบเจลหรือขี้ผึ้ง (Gels and Ointments)

มีความหนืดและความเข้มข้นสูงกว่าน้ำตาเทียมทั่วไป สามารถเคลือบและอยู่บนพื้นผิวดวงตาได้ยาวนาน ให้ความชุ่มชื้นได้อย่างล้ำลึก เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรงมาก หรือผู้ที่มีปัญหาหลับตาไม่สนิทขณะนอน และเนื่องจากเนื้อเจลหรือขี้ผึ้งมีความหนืดสูง จะทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวชั่วคราวทันทีหลังหยอด จึงไม่ควรใช้ระหว่างวันในขณะที่ต้องขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้สายตาอย่างเร่งด่วน

Reference

Semp DA, Beeson D, Sheppard AL, Dutta D, Wolffsohn JS. Artificial Tears: A Systematic Review. Clin Optom (Auckl). 2023 Jan 10;15:9-27. doi: 10.2147/OPTO.S350185. PMID: 36647552; PMCID: PMC9840372.