Safe & Save Pharmacy

ไข้หวัด (Flu/Cold) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการติดต่อ

โดย 365wecare· 27 เมษายน 2569
ไข้หวัด (Flu/Cold) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการติดต่อ

ไข้หวัดคือโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและช่วงฤดูฝน-หนาว ติดต่อผ่านการไอ จาม สัมผัสสารคัดหลั่ง และมักแสดงอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ซึ่งส่วนใหญ่หายได้เองจากการพักผ่อนและดูแลร่างกาย แต่หากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์

ไข้หวัด

คือ โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กเล็กมักป่วยบ่อยกว่าผู้ใหญ่เพราะภูมิคุ้มกันยังต่ำ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไรโนไวรัส ติดต่อกันได้ง่ายผ่านการไอ จาม การสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ และอาจมีไข้ร่วมด้วย แม้ไข้หวัดมักหายได้เอง แต่การพักผ่อนและดูแลสุขภาพจะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วขึ้น

   ไข้หวัด (Flu/Cold) เป็นโรคพบบ่อยมาก ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งมักพบเป็นหวัดได้บ่อยถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่่ากว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอนุบาล จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่มาก ไข้หวัดเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่พบบ่อยกว่าในฤดูฝนและฤดูหนาว เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ที่ท่าให้เกิดการอักเสบของอวัยวะระบบทางเดินหายใจ จึงเป็นสาเหตุที่ท่าให้ไข้หวัดสามารถเป็นซ้่าบ่อยๆได้ตลอดปี

สาเหตุการเกิดโรคไข้หวัด 

  โรคไข้หวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ส่วนมากมักจะพบว่าติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) เชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านช่องทางจมูก ตา และปาก หรือการรับมาจากอากาศรอบ ๆ ตัวของเรา โรคไข้หวัดยังสามารถติดต่อจากผู้ป่วยได้ด้วยทั้งการใช้ของร่วมกัน หรือการสัมผัสตัวของผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคไข้หวัด เช่น เด็กที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือการอยู่ในสภาพอากาศที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น ฤดูฝน หรือฤดูหนาว

อาการของโรคไข้หวัดเป็นอย่างไร

   สำหรับอาการของโรคไข้หวัดเป็นสิ่งที่เรารู้และเข้าใจกันอยู่แล้ว ได้แก่ อาการน้ำมูกไหล ไอ จาม มีอาการคัดจมูก ปวดศีรษะ และมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 37 ถึง 39 องศาเซลเซียส สำหรับอาการอื่นที่อาจพบร่วมด้วยเมื่อเป็นโรคนี้ ได้แก่ มีอาการปวดหู รู้สึกระคายเคืองที่ดวงตา ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น อาการที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงมากที่สุดในช่วง 3 วันแรก หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ โดยปกติแล้วโรคไข้หวัดจะมีระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 2 อาทิตย์จึงจะหาย ถึงแม้จะเป็นโรคที่ดูเหมือนไม่อันตราย แต่ยังมีอาการเหล่านี้ที่ถือว่าเป็นอันตรายและต้องรีบพบแพทย์ในทันที ได้แก่ 

     ➤ อาการในผู้ใหญ่ มีไข้สูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นเวลาตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป มีปัญหาเรื่องการหายใจ เมื่อหายไข้แล้วก็วนกลับมามีอาการอีก และมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

     ➤ อาการในเด็ก เมื่อมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปในเด็กเล็ก ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป หรืออาการไม่ดีขึ้น หายใจมีเสียง ไม่อยากอาหาร มีอาการปวดศีรษะ และไออย่างรุนแรง

อาการของไข้หวัดไข้หวัดจะส่งผลให้เกิดอาการต่อหลายระบบในร่างกาย 

  • ในจมูก จะมีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก จาม

  • ในคอ จะมีเจ็บคอ คันคอ ระคายคอ ไอ คอแดง ต่อมทอนซิลโต แดงเป็นหนอง

  • ในหลอดลมส่วนต้น มีเสมหะ เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน

  • อาการร่วมอื่นๆ เช่น ไข้ ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ ปวดหัว มึนหัว ปวดตัว เบื่ออาหาร ท้องเสีย มีผื่น

โรคแทรกซ้อนจากไข้หวัด

  •  ไซนัสอักเสบ จากอาการมีน้่ามูก เยื่อจมูกบวมท่าให้คัดจมูก จนลามขึ้นไปถึงโพรงไซนัสที่อยู่ข้างโพรงจมูกและหน้าผาก ท่าให้มีหนองหรือน้่ามูกอยู่ในโพรงไซนัสด้วย เรียกว่า ไซนัสอักเสบ จะมีอาการปวดโพรงไซนัส เสียงอู้อี้ขึ้นจมูก หายใจมีกลิ่นเหม็น การรักษาใช้ยาคล้ายๆ รักษาหวัด แต่อาจจะเป็นยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้น ซึ่งควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร รวมทั้งการล้างจมูกด้วยตนเองก็ช่วยลดปริมาณเชื้อโรคและท่าให้หายใจโล่งขึ้นได้

  •  หูอักเสบ เนื่องจากหูและคอมีท่อที่เชื่อมต่อกัน เมื่อเป็นหวัด เยื่อบุต่างๆ จะบวม ท่าให้เยื่อที่บุอยู่ในท่อนี้บวมไปด้วยจนตีบตัน จึงไม่สามารถระบายแรงดันอากาศในช่องหูชั้นกลางออกมาได้ ท่าให้ปวดหูหรือบางครั้งเชื้อโรคอาจจะลามขึ้นไปติดเชื้อในหูชั้นกลาง ท่าให้เกิดเป็นหูอักเสบหรือหูน้่าหนวกได้ด้วย การรักษาจะใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดที่สามารถฆ่าเชื้อก่อโรคหูอักเสบได้หรือมียาหยอดหูร่วมด้วย

  •  หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบ เมื่อเชื้อโรคผ่านหลอดลมลงมาส่วนล่างเข้ามาที่ปอด สามารถทําให้เป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบได้ ท่าให้ไอมากขึ้น มีไข้หรือหอบเหนื่อยได้ บางกรณีที่เป็นมาก อาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด

  •  หอบหืด สําหรับคนที่มีโรคประจําตัวเดิมเป็นหอบหืดหรือหลอดลมมีความไวต่อการถูกกระตุ้นและเกิดการตีบตัว ท่าให้หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย มีเสียงวี้ดในปอด เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไขอาการหลอดลมตีบด้วยยาขยายหลอดลม คนที่เป็นโรคหอบหืดจึงต้องรีบรักษาหวัดให้หาย

  •  ชักจากไข้สูง มักพบในเด็กอายุต่่ากว่า 6 ขวบ ให้รีบลดไข้ด้วยการเช็ดตัวหรือทานยาลดไข้ อย่าปล่อยให้ไข้สูงนาน จนเกิดอาการชักและรักษาหวัดให้หาย

การป้องกันโรคไข้หวัด

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้่าและสบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจลท่าความสะอาดมือ

  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วนํ้า หลอดดูดนํ้า ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

  • ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด

  • รับประทานอาหารปรุงสุก และใช้ช้อนกลาง

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานผักและผลไม้สด เป็นประจ่าทุกวัน

  • รับประทานวิตามิน อาหารเสริม เพื่อบ่ารุงร่างกาย

  • ดื่มน้่าสะอาด หรือน้่าต้มสุก อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

  • ออกกําลังกายอย่างสมํ่าเสมอ

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

  • ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จ่าเป็น

  • เช็ดท่าความสะอาดพื้นผิว และสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้่าผงซักฟอกหรือน้่ายาท่าความสะอาดทั่วไป

ไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ

ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด จึงสามารถเป็นซ้ำได้บ่อยตลอดปี เพราะร่างกายต้องสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ต่อเชื้อแต่ละสายพันธุ์

กลุ่มไวรัสที่พบบ่อย

  • ไรโนไวรัส (Rhinovirus)
    เป็นสาเหตุหลักของไข้หวัดทั่วไป พบได้ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูฝนและฤดูหนาว

  • โคโรนาไวรัสบางสายพันธุ์
    ทำให้เกิดอาการหวัดทั่วไปในระบบทางเดินหายใจส่วนบน

  • อะดีโนไวรัส (Adenovirus)
    อาจทำให้มีอาการไข้ เจ็บคอ ตาแดงร่วมด้วย

  • ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus)
    แม้หลายคนเรียกรวมว่า “ไข้หวัด” แต่ไข้หวัดใหญ่มีอาการรุนแรงกว่า เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยมาก อ่อนเพลียชัดเจน

ความแตกต่างสำคัญ

  • ไข้หวัดทั่วไปมักอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง

  • ไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

วิธีรักษาไข้หวัด

โรคไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

การดูแลรักษาเบื้องต้น

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

  • ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว

  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย

  • หลีกเลี่ยงอากาศเย็นจัดหรือฝุ่นควัน

การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ

  • ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

  • ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก

  • ยาลดคัดจมูก

  • ยาแก้ไอหรือยาละลายเสมหะตามอาการ

ควรพบแพทย์เมื่อ

  • ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสหลายวัน

  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย

  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 5–7 วัน

  • เด็กเล็กมีไข้สูงหรือซึมลง

วิตามินดูแลสุขภาพจากไข้หวัด

วิตามินไม่สามารถรักษาไข้หวัดให้หายทันที แต่มีบทบาทในการเสริมภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น

วิตามินและสารอาหารที่เกี่ยวข้อง

  • วิตามินซี
    มีบทบาทในการเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พบในส้ม ฝรั่ง กีวี บรอกโคลี

  • วิตามินดี
    เกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกัน พบจากแสงแดดอ่อนช่วงเช้า และอาหารบางชนิด

  • สังกะสี (Zinc)
    มีส่วนช่วยในการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน พบในเนื้อสัตว์ ถั่ว และธัญพืช

  • โปรตีนที่เพียงพอ
    ช่วยซ่อมแซมร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกัน

แนวทางปฏิบัติ

  • รับประทานผักและผลไม้หลากหลาย

  • ไม่พึ่งพาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว

  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้วิตามินเสริมในปริมาณสูง

การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งโภชนาการ การพักผ่อน และการออกกำลังกาย จะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของการเป็นไข้หวัดในระยะยาว

#ไข้หวัด